HTML KickStart Elements

ภาษาอีสาน

อีสาน ภาษาถิ่นอีสานของประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาที่พูดที่ใช้กันในประเทศลาว แต่ภาษาอีสานก็ยังถือว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาไทย ภาษาถิ่นอีสานมีภาษาถิ่นย่อยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาที่ชนกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานใช้พูดจากัน ซึ่งใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สกลนคร หนองคาย นครพนม ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด เลย ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เป็นต้น
ภาษาอีสาน คือ ภาษาถิ่น ทางภาค อีสาน ที่ใช้พูด หรือ ติดต่อ สื่อสารกัน แต่ละจังหวัดใน ภาคอีสาน ก็จะพูดภาษาอีสาน ที่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน และ ภาษาอีสาน ยังมี ตัวอักษร และ เอกลักษณ์ แบบ อีสาน อีสาน อีกด้วย
        นอกจากนี้ คนแถบภาค อีสาน บางกลุ่ม ยังนิยม ใช้ ภาษาไทยโบราณ ภาษาไทน้อย ภาษาไทใหญ่ ภาษาขอม อักษรธรรม หรือ ตัวธรรม
        ภาษาไทยถิ่นอีสาน เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นภาษาลาวสำเนียงหนึ่ง ในสำเนียงภาษาถิ่นของภาษาลาวซึ่งแบ่งเป็น 6 สำเนียงใหญ่ คือ
        อักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง พัฒนามาจากอักษรมอญโบราณ เช่นเดียวกับอักษรพม่า อักษรชนิดนี้ใช้ในอาณาจักรล้านนาเมื่อราว พ.ศ. 1802 จนกระทั่งถูกพม่ายึดครองใน พ.ศ. 2101 ปัจจุบันใช้ในงานทางศาสนา พบได้ทั่วไปในวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย (ส่วนที่เป็นเขตอาณาจักรล้านนาเดิมและเขตที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมล้านนาบางแห่ง) นอกจากนี้ยังแพร่หลายถึงไปถึงเขตรัฐไทยใหญ่แถบเมืองเชียงตุง ซึ่งอักษรที่ใช้ในแถบนั้นจะเรียกชื่อว่า "อักษรไตเขิน" มีลักษณะที่เรียบง่ายกว่าตัวเมืองที่ใช้ในแถบล้านนา
        อักษรของชาวไทเหนือในเขตใต้คงเป็นตัวเหลี่ยมหรือลิ่กถั่วงอก มีหลักฐานว่าในสมัยราชวงศ์หมิง มีการตั้งสำนักงานหยีสี่เป้าเพื่อแปลเอกสารที่เขียนด้วยภาษาไทเหนือ แสดงว่าชาวไทใหญ่มีอักษรเป็นของตนเองมานาน อักษรไทใหญ่มีพยัญชนะไม่ครบสำหรับเขียนภาษาบาลี ทำให้เป็นไปได้ว่าชาวไทใหญ่มีอักษรใช้ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามาถึง เมื่อได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ชาวไทใหญ่จึงรับอักษรพม่าเข้ามาใช้เขียนแทนเสียงที่อักษรไทใหญ่ไม่มี เอกสารภาษาไทใหญ่ที่เก่าแก่และเขียนด้วยลิ่กถั่วงอกคือ พื้นศาสนาแสน ลิ่กถั่วงอกนี้ผอม รูปเหลี่ยม เอนซ้าย จากนั้นจึงพัฒนาการเขียนมาสู่ระบบกำเยน อักษรกลมมากขึ้น และเริ่มนำอักษรพม่ามาใช้ และเพิ่มสัญลักษณ์เครื่องหมายต่างๆ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบตัวมน ซึ่งพบในชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ส่วนชาวไทมาวยังใช้อักษรแบบเดิม เมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 24 วรรณกรรมภาษาไทใหญ่ได้รับอิทธิพลจากภาษาพม่ามากขึ้น มีการใช้ภาษาพม่าปะปนกับภาษาไทใหญ่มากขึ้น เมื่อมีการพิมพ์ไบเบิลภาษาไทใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2428 ตัวพิมพ์ของอักษรไทใหญ่มีลักษณะกลมมนคล้ายอักษรพม่ามากขึ้น และมีเครื่องหมายเฉพาะที่ต่างไปจากอักษรไทใหญ่ในคัมภีร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 รัฐบาลของสมาพันธรัฐไทใหญ่ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอักษรไทใหญ่ที่เมืองตองจี และได้ปรับปรุงอักษรไทใหญ่ใหม่เรียกว่าใหม่สูงลิ่กไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2512 สภาไทใหญ่ได้ปรับปรุงตัวอักษรใหม่อีก และใน พ.ศ. 2517 ก็มีการปรับปรุงอักษรไทใหญ่อีกชุดหนึ่งที่เมืองสีป้อ ทำให้มีประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับอักษรไทใหญ่มากและยังหาข้อสรุปไม่ได้

ภาษาอีสาน คือ ภาษาถิ่น ทางภาค อีสาน ที่ใช้พูด หรือ ติดต่อ สื่อสารกัน แต่ละจังหวัดใน ภาคอีสาน ก็จะพูดภาษาอีสาน ที่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน และ ภาษาอีสาน ยังมี ตัวอักษร และ เอกลักษณ์ แบบ อีสาน อีสาน อีกด้วย
        นอกจากนี้ คนแถบภาค อีสาน บางกลุ่ม ยังนิยม ใช้ ภาษาไทยโบราณ ภาษาไทน้อย ภาษาไทใหญ่ ภาษาขอม อักษรธรรม หรือ ตัวธรรม
ภาษาไทยถิ่นอีสาน เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นภาษาลาวสำเนียงหนึ่ง ในสำเนียงภาษาถิ่นของภาษาลาวซึ่งแบ่งเป็น 6 สำเนียงใหญ่ คือ
1.ภาษาลาวเวียงจันทน์ ใช้ในประเทศลาวท้องที่ เมืองเวียงจันทน์ บอลิคำไซ และในประเทศไทยท้องที่ จ.ชัยภูมิ หนองบัวลำภู หนองคาย (อ.เมือง ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ โพนพิสัย)
ขอนแก่น (อ.ภูเวียง ชุมแพ สีชมพู ภูผาม่าน หนองนาคำ เวียงเก่า หนองเรือบางหมู่บ้าน) ยโสธร (อ.เมือง ทรายมูล กุดชุม บางหมู่บ้าน) อุดรธานี (อ.บ้านผือ เพ็ญ บางหมู่บ้าน) ศรีสะเกษ (ในบางหมู่บ้านของ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอขุขันธ์ และ อำเภอขุนหาญ)
2.ภาษาลาวเหนือ ใช้ในประเทศลาวท้องที่ เมืองหลวงพระบาง ไซยะบูลี อุดมไซ ในประเทศไทยท้องที่ จ.เลย อุตรดิตถ์ (อ.บ้านโคก น้ำปาด ฟากท่า) เพชรบูรณ์
(อ.หล่มสัก หล่มเก่า น้ำหนาว) ขอนแก่น (อ.ภูผาม่าน และบางหมู่บ้านของ อ.สีชมพู ชุมแพ) ชัยภูมิ (อ.คอนสาร) พิษณุโลก (อ.ชาติตระการ และนครไทยบางหมู่บ้าน) หนองคาย (อ.สังคม) อุดรธานี (อ.น้ำโสม นายูง บางหมู่บ้าน)
3.ภาษาลาวตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้ในประเทศลาวท้องที่เมืองเซียงขวาง หัวพัน ในประเทศไทยท้องที่บ้านเชียง อ.หนองหาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และบางหมู่บ้าน
ใน จ.สกลนคร หนองคาย และยังมีชุมชนลาวพวนในภาคเหนือบางแห่งในจังหวัด สุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ ไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้น
4.ภาษาลาวกลาง แยกออกเป็นสำเนียงถิ่น 2 สำเนียงใหญ่ คือ ภาษาลาวกลางถิ่นคำม่วน และถิ่นสะหวันนะเขด ถิ่นคำม่วน จังหวัดที่พูดในประเทศไทย
เช่น จ.นครพนม สกลนคร หนองคาย (อ.เซกา บึงโขงหลง บางหมู่บ้าน) ถิ่นสะหวันนะเขด จังหวัดที่พูดมีจังหวัดเดียว คือ จ.มุกดาหาร
5.ภาษาลาวใต้ ใช้ในประเทศลาวท้องที่แขวงจำปาสัก สาละวัน เซกอง อัตตะปือ จังหวัดที่พูดในประเทศไทย จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร
6.ภาษาลาวตะวันตก ไม่มีใช้ในประเทศลาว เป็นภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ท้องที่ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม
และบริเวณใกล้เคียงมลฑลร้อยเอ็ด ของประเทศสยาม
     ส่วนภาษาเขียนในอดีตใช้อักษรธรรมล้านช้างหรือตัวธรรม สำหรับบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะหรือพระพุทธศาสนา และเขียนด้วยอักษรไทน้อยหรือตัวลาว
(เป็นอักษรลาวล้านช้างโบราณมีความแตกต่างกับอักษรลาวในสปป.ลาวในปัจจุบันเล็กน้อย)สำหรับเรื่องราวทางโลก อักษรลาวล้านช้าง(ตัวลาวหรืออักษรไทน้อย)มีพยัญชนะ 20 เสียง สระเดี่ยว 18 เสียง สระประสม 2-3 เสียง บางท้องถิ่นไม่มีเสียงสระเอือ ในปัจจุบันนิยมใช้อักษรไทยสำหรับเขียนบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งในทางโลกและทางธรรม เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านตัวอักษรธรรมและอักษรลาวออก แต่ความนิยมในการเขียนบันทึกเป็นภาษาถิ่นไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก โดยส่วนใหญ่ภาษาเขียนในท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย(อีสาน)จะใช้อักษรไทยและบันทึกเป็นภาษาไทยกลางเป็นหลักแทน

อักษรธรรมล้านช้าง หรือ ตัวธรรม

     หมายถึง อักษรที่กลุ่มชนทางตะวันออกเฉียงเหนือใช้จดบันทึก ซึ่งทางภาคเหนือเรียกว่า อักษรตัวเมือง อักษรธรรมหรือบางทีเรียกว่าอักษรยวน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกอักษรชนิดนี้ว่า "อักษรธรรมอีสาน" เพื่อเน้นลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากอักษรธรรมเหนือ แต่อาจเรียกสั้น ๆ ว่า อักษรธรรมหรือหนังสือธรรม ลักษณะตัวอักษรใกล้เคียงกับอักษรมอญ พม่า เป็นอักษรที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา (คดีธรรม) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นอักษรธรรมอีสานจึงมีความสำคัญเทียบเท่าอักษรขอม ซึ่งถือว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธ์      อักษรตัวธรรมอีสาน มีรูปร่างคล้ายคลึงกับอักษรพื้นเมืองในภาคเหนือมากจนเกือบจะเป็นอักษรชนิดเดียวกัน จึงทำให้คิดว่าอักษรธรรมอีสานและล้านช้างนั้นได้แบบอย่างมาจากอักษรมอญหริภุญชัย (ลำพูน) ซึ่งน่าจะผ่านอาณาจักรล้านนาก่อน ทั้งนี้อาศัยจากข้อสันนิษฐานของ ดร.ฮันส์ เพนช์ ที่ว่า "อักษรยวน ในพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรมอญหริภุญชัย (ลำพูน) ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพุทธศตวรรษที่ ๑๘" (คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ ๒๕๑๙:๒๓) แล้วอาณาจักรล้านช้างจึงนำเอาอักษรยวนมาใช้ และวิวัฒนาการตามลำดับขั้นตอน จนกลายเป็นอักษรธรรมในอาณาจักรล้านช้าง แล้วถ่ายทอดเข้ามาแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
      อาณาจักรล้านช้างได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในรัชกาลของพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ.๒๐๕๙ - ๒๐๙๑) ในสมัยนี้ พระเจ้าโพธิสาลราช ได้มีการฟื้นฟูศาสนาอย่างแท้จริง จึงอาจเป็นเหตุให้อักษรธรรมซึ่งเป็นอักษรสำหรับจารึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน และวรรณกรรมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาณาจักรล้านช้างได้รับจากล้านนาไทย แล้วเผยแพร่เข้ามาถึงดินแดนอีสานของไทย นอกจากนี้ยังพบว่าวรรณกรรมอีสานที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากล้านช้างนั้น ส่วนใหญ่มีเค้าโครงเรื่องแบบเดียวกับวรรณกรรมล้านนา หรือภาคเหนือของไทยปัจจุบัน เช่น เรื่องจำปาสี่ต้น ท้าวก่ำกาดำ ลิ้นทอง (ทางภาคเหนือ เรียกว่า ชิวหาลิ้นคำ) สุพรมโมกขา ฯลฯ (วรรณกรรมเหล่านี้ไม่ปรากฏในภาคกลาง) ฉะนั้นจึงน่าเชื่อได้ว่ามีการสืบทอดวัฒนธรรมล้านนารวมทั้งอักษรเข้าสู่ดินแดนภาคอีสานของไทย โดยผ่านอาณาจักรล้านช้างนับแต่สมัยพระเจ้าโพธิสาลราช และทวีขึ้นในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช โอรสของพระเจ้าโพธิสาลราช ซึ่งเคยเสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่ ประมาณ พ.ศ.๒๐๘๙ - ๒๐๙๑ ได้เสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์ล้านช้างพร้อมกับนำสรรพวิชาการทั้งหลายรวมทั้งตำราทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งด้านอักษรธรรมเข้ามาด้วย
     ชาวอีสานรับเอาอักษรธรรมมาใช้ในวัด พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระศาสนา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้อักษรธรรม รวมทั้งประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในหมู่บ้านในเมืองจะอ่านหนังสือได้แทบทุกคน เพราะทุกหมู่บ้านในภาคอีสานจะมีวัด เด็กอายุสิบกว่าขวบพ่อแม่จะให้บวชเณรเพื่อรับการศึกษาเบื้องต้น เรียนธรรมมะ เรียนอ่าน และจาร เพราะคำสอนทางศาสนาต้องจารด้วยตัวธรรม ดังนั้นอักษรธรรมจึงกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวอีสานซึ่งต่างไปจากภาคอื่น ๆ และเมื่ออีสานได้รับเอาอักษรธรรมมาใช้ก็ได้วิวัฒนาการเป็นของตนเอง มีรูปแบบและอักษรวิธีที่แตกต่างไปจากต้นแบบเดิมบ้าง และมีชื่อเรียกอักษรของตนเองว่า "อักษรธรรมอีสาน" เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างไปจากอักษรธรรมอื่น ๆ

ภาษาอีสาน วันละคำ (เพิ่มคำ ภาษาอีสานได้)

ผญาอีสาน

ผญา เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ของชาวอีสาน เช่นเดียวกับ คำว่า โครง กลอน หรือกาพย์ของทางภาคกลาง หรือจะเปรียบเทียบกับคำร้อยกรองก็ได้ เพราะ ผญามีบังคับสัมผัสหลายรูปแบบ ผญา แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

1. ผญาคำสอน
2. ผญาภาษิตและปริศนา
3. ผญาเกี้ยวหรือผญาย่อย
4. ผญาเบ็ดเตล็ด
1. ผญาคำสอน ผญาคำสอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ใหญ่สอนเด็กหรือพระสอน ฆราวาส เพื่อให้อยู่ในระเบียบ ประเพณีวัฒนธรรม ของสังคม เพื่อให้อยู่ในศีล อยู่ในธรรม ผญาคำสอนจะเคร่งในเรื่องสัมผัส ต้องการให้เกิดอรรถรส เพื่อจด จำนำไปประพฤติปฏิบัติ ตัวอย่าง

การสิเอาเมียซ้อน คะนิงสองให้คิดฮำ
อย่าสิคาดลาดต้ำ ต้ำตึ้งแม่นฮาเอา

เป็นหญิงนี้แลงงายให้คิดฮำ อย่าสะตำซอกพุ่น
อย่าสะตำซอกพี้ ชาวบ้านเพิ่นสิหยัน

2. ผญาภาษิต คือผญาที่เป็นสุภาษิตคำพังเพยหรือคำปริศนา ต้องใช้ความรู้ความ สามารถในการตีความ ผู้ที่มีความฉลาดรอบรู้เท่านั้น จึงจะตีความขยายคำได้ ผญาประเภทนี้จึงมีน้อยคนที่จะพูดได้ และเป็นที่หนักใจของบรรดาหนุ่มสาว เป็นอย่างยิ่ง การอิงผู้ใหญ่จึงเป็นทางเดียวที่จะช่วยได้ โดยเฉพาะเวลาลงข่วงเข็น ฝ้ายเวลากลางคืน เช่น

กวางกินหมากค้อ ไปคาคอมัง
มังบ่ขี้สามมื้อ กระต่ายตาย
กระต่ายยายแล้ว เหนอ้มผักเน่านำ

อัศจรรย์ใจแข่ หางยาวบ่ได้นั่ง
บาดกระต่ายหางก้อมก้อม สั่งมาม้วนนั่งเป็น


3.ผญาย่อยหรือผญาเกี้ยว คือผญาที่หนุ่มสาวใช้พูดโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน ทาง อีสานเรียกว่า จ่ายผญา (พูดผญา) เวลามีงานเทศกาลหนุ่มสาวจะได้มีโอกาศ พบปะพูดคุยกัน หนุ่มสาวสมัยก่อนเวลาพูดคุยกันจะไม่พูดตรงๆ เหมือนสมัย ทุกวันนี้ เขาจะใช้คำผญาเปรียบเทียบเปรียบเปรยอุปมาอุปมัย ให้อีกฝ่ายหนึ่ง คิดเอาหรือแปลเอาเอง เช่น

ช. พากันทำการสร้าง หยังน้อคือสิม่วน แท้น้อ
ให้อ้ายขอจอดยั้ง ฟังข้อคอความ ได้บ้อ

ญ.น้องกะลงข่วงเล่น เข็นไนท่าเว้าบ่าว ซั้นแหล่ว
คันอ้ายมาฮอดแล้ว เชิญเคี้ยวหมากพลู ก่อนเถิ่น

4. ผญาเบ็ตเตล็ด ผญาชนิดนี้เอาเนื้อหาสาระและสัมผัสที่แน่นอนไม่ได้ ส่วน มากจะพูดคุยเพื่อความสนุกสนาน หรือสร้างความคุ้นเคย หรือพูดคุยในวง ที่รู้จักมักคุ้นกันดีแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการแผลงไปจากผญาอื่นๆ ที่กล่าวมา

ญ. อ้ายอย่าตี๋แถลงเว้า เอาเลามาปลูก
บ่แมนเชื้อชาติอ้อย กินได้กะบ่หวาน

ช. บ่แมนตี๋แถลงล้ม ตมบ่มีคะลาดมื่น
อ้ายบ่คาดคาดล้ม เดือนห้าก่อนฝน

หนังสือใบลาน

หนังสือใบลานคือ หนังสือที่จาร (เขียนด้วยเหล็กแหลม) ลงบนใบของต้นลาน ซึ่ง เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายต้นตาล ใบลานที่จารเสร็จแล้วทุกลานจะต้องมี เครื่องหมายบอกลำดับหน้าลาน การจารหนังสือใบลาน อธิบายพอเป็นสังเขปดังนี้

1. ใบลานเปล่า โดยปกติใช้ใบลานอ่อนส่วนยอดที่บ่อทันกางใบ หรือกางใบแล้วอย่างหลายบ่อให้เกิน 1ปี ตัดทั้งก้านทั้งใบนำมาตากแดดผึ่งลมคาก้านให้แห้งดี จึงมาแจกออกเป็นใบๆ นำมาบีบแหนบใส่กันตามจำนวนที่ต้องการ จึงตัดเจียน หาไม้แบบตามกว้างยาวที่เฮาสิเอา มาประกบสองด้านของใบลานที่แหนบกันไว้ แล้วไสให้เท่ากันเสมอตามไม้แบบนั้น แล้วแต่ ว่าสิเอาหนังสือก้อม หรือหนังสือยาว ถ้าให้ดี คันเป็นหนังสือสำคัญใช้ลานหลาย ต้องการความคงทน ก็เอาไปต้มหรือนึ่งก่อนจึงนำมาใช้ ก่อนจารต้องตีเส้น เว้นย่อหน้า และเว้นท้ายห่างจากขอบลานประมาณ1 – 1.5 นิ้ว เว้นฮูใส่สายสนอง(สายใส่เชือกร้อย) ช่วงกลาง ทั้งนี้เพื่อ กันขาด กันสึกกร่อน สิเอาจักบรรทัดแล้วแต่ความเหมาะสมของหนังสือหรือความกว้างของลาน ถ้า 4 บรรทัด ก็ให้เว้นฮูสายสนอง สองบรรทัดกลาง ส่วนบรรทัดบน และล่าง จารยาวไปเลย
2. หมอนจาร ใช้ใบลานเปล่า ประมาณ 5 – 10 แผ่นตัดเจียนเท่ากันขนาดเท่ากับ ใบลานที่สิจารหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ลานที่สิเฮ็ดหมอนรองจารนั้น ความยาวตั้งแต่ ประมาณ 1 คืบขึ้นไป ตามเหมาะสมแก่งาน นำมาหยิบซ้อนกัน แล้วหยิบ(เย็บ)ผ้าห่อทับให้ดี เพื่อเวลาจารหนังสือ สิได้นุ่ม และยืดหยุ่นมือ ใช้ด้ายฝั่นเชือกมาพันรอบ หมอนจารพร้อมกับมัดให้ตึงพอสอดใบลานเข้าได้ประมาณ 4 – 5 แล้วเย็บยึดด้ายเชือกนั้นไว้ตรงขอบหมอนสองด้าน แผ่นและทำสองข้างซ้ายขวา เพื่อไว้บังคับใบลาน เมื่อสอดใบลานเข้าไป เวลาจารสิบ่อได้ขยับไปมา
3. เหล็กจาร เฮ็ดจากไม้กลม ความใหญ่ประมาณนิ้วมือ ตามที่ถนัดจับ ปลายไม้ด้านที่สิใช้จาร ฝังเข็มลงตงกลางเนื้อไม้ให้ลึกประมาณข้อนิ้วมือหนึ่ง แล้วตัดให้เสมอปลายไม้ นำมาปาดเจ้ย (ปากฉลาม) เป็นสี่ด้านแบบปิรามิดไปทางปลายเหล็กที่โผล่ นำไปฝนให้แหลมคมทั้ง 4 ด้าน ถ้าเอาเข็มขนาดน้อย ประมาณเข็มสอย เวลาจารกะสิได้ตัวหนังสือเส้นน้อยคมดี ถ้าเข็มหรือเหล็กจารใหญ่ ตัวหนังสือกะสิแตก แต่หากชัดดำดี แต่เวลาจารต้องระวัง มันซอด(ทะลุ)ลงล่าง
4. ผงเขม่าผสมชันห่อผ้าชุบน้ำมันยาง ใช้ขี้นิลหม้อ(ดินหม้อ/ผงถ่าน)ตำผสมกับขี้ซี(ชัน) แห้ง ห่อผ้าขาวบาง ชุบน้ำมันยาง เพื่อใช้ถูใบลานที่จารแล้ว ให้เกิดสีดำของตัวหนังสือขึ้นมา
5. น้ำมันยาง หรือบ่อมีกะใช้น้ำมันก๊าด เคี่ยวใส่ยางกุง ยางสะแบงจักหน่อย กะได้ สำหรับชุบห่อผงเขม่า
6. น้ำมันงา หรือน้ำมันหมากพร้าว สำหรับทาใบลานให้น้ำมันยางชุบเขม่าแล่นซึมดี
7. ทรายละเอียด

ภาษาอีสาน
ภาษาอีสาน

เรียนรู้อักขรวิธี

คำผญ๋า
อักษรขอม
อักษรไทยน้อย
ภาษาอีสาน
อักษรธรรมโบราณอีสาน
หมวดอักษร ก
หมวดอักษร ข
หมวดอักษร ค
หมวดอักษร ง

อักษรโบราณอีสาน

อักขรวิธีอักษรไทน้อย
ออักขรวิธีอักษรธรรม
ความเป็นมาของชาวไทยอีสาน
ลักษณะวรรณกรรมอีสาน
กำเนิดอักษร (ก่องแก้ว วีระประจักษ์)
อักขรสมภพ (ยอร์ช เซเดส์)
ลักษณะของภาษาและตัวอักษรโบราณอีสาน
อักษรไทยน้อยกับภาษาลาว
วิธีดาวน์โหลดและติดตั้งฟอนต์
ดาวน์โหลดฟอนต์

การพิมพ์อักษรไทน้อย

อักษรไทน้อย ใช้โหมด EN
อักษรไทย ใช้โหมด TH

การพิมพ์อักษรธรรมอีสาน

อักษรไทน้อย ใช้โหมด EN


เรียนรู้ และ ศึกษาเพิ่มเติม

ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาษาอีสาน โรงเรียนสว่างวีระวงศ์
โครงการอักษรอีสาน
ภาษาอีสานตามหมวดอักษร - Isangate

อักษรธรรมล้านนา

อักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง พัฒนามาจากอักษรมอญโบราณ เช่นเดียวกับอักษรพม่า อักษรชนิดนี้ใช้ในอาณาจักรล้านนาเมื่อราว พ.ศ. 1802 จนกระทั่งถูกพม่ายึดครองใน พ.ศ. 2101 ปัจจุบันใช้ในงานทางศาสนา พบได้ทั่วไปในวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย (ส่วนที่เป็นเขตอาณาจักรล้านนาเดิมและเขตที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมล้านนาบางแห่ง) นอกจากนี้ยังแพร่หลายถึงไปถึงเขตรัฐไทยใหญ่แถบเมืองเชียงตุง ซึ่งอักษรที่ใช้ในแถบนั้นจะเรียกชื่อว่า "อักษรไตเขิน" มีลักษณะที่เรียบง่ายกว่าตัวเมืองที่ใช้ในแถบล้านนา

ประวัติ อักษรทใหญ่

ชาวไทใหญ่มีอักษรใช้ 2 ชนิดคือ ลิ่กถั่วงอกใช้เขียนเอกสารทั่วไปกับลิ่กยวนใช้เขียนเอกสารทางศาสนา อักษรไทใหญ่ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์พม่าเชื่อว่ารับมาจากพม่า ในขณะที่ชาวไทใหญ่เชื่อว่าพัฒนามาจากอักษรเทวนาครี และอักษรมอญ โดยอักษร "อ" ของอักษรไทใหญ่ มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนอักษรชนิดใดเลย แต่คล้ายกับตัว"อ" ของอักษรมอญในจารึกภาษามอญที่เจดีย์ปีชเวชานดอ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 โดยทั่วไป ทฤษฎีที่อธิบายที่มาของอักษรไทใหญ่เป็นดังนี้

อักษรไทน้อย
มาจากอักษรทิเบตโดยผ่านอาณาจักรน่านเจ้า เพราะขาดอักษรตัวที่ 4 ของแต่ละวรรคเช่นเดียวกับอักษรทิเบต
มาจากอินเดียตอนใต้ผ่านเมืองแปร เพราะไทใหญ่เคยมีอำนาจเหนือเมืองแปรช่วงหนึ่ง
รับจากอักษรมอญโดยผ่านชาวลาว
จากอินเดียใต้ผ่านอาณาจักรจามปา-กัมพูชาและเชียงแสนตามลำดับ

อักษรของชาวไทเหนือในเขตใต้คงเป็นตัวเหลี่ยมหรือลิ่กถั่วงอก มีหลักฐานว่าในสมัยราชวงศ์หมิง มีการตั้งสำนักงานหยีสี่เป้าเพื่อแปลเอกสารที่เขียนด้วยภาษาไทเหนือ แสดงว่าชาวไทใหญ่มีอักษรเป็นของตนเองมานาน อักษรไทใหญ่มีพยัญชนะไม่ครบสำหรับเขียนภาษาบาลี ทำให้เป็นไปได้ว่าชาวไทใหญ่มีอักษรใช้ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามาถึง เมื่อได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ชาวไทใหญ่จึงรับอักษรพม่าเข้ามาใช้เขียนแทนเสียงที่อักษรไทใหญ่ไม่มี เอกสารภาษาไทใหญ่ที่เก่าแก่และเขียนด้วยลิ่กถั่วงอกคือ พื้นศาสนาแสน ลิ่กถั่วงอกนี้ผอม รูปเหลี่ยม เอนซ้าย จากนั้นจึงพัฒนาการเขียนมาสู่ระบบกำเยน อักษรกลมมากขึ้น และเริ่มนำอักษรพม่ามาใช้ และเพิ่มสัญลักษณ์เครื่องหมายต่างๆ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบตัวมน ซึ่งพบในชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ส่วนชาวไทมาวยังใช้อักษรแบบเดิม เมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 24 วรรณกรรมภาษาไทใหญ่ได้รับอิทธิพลจากภาษาพม่ามากขึ้น มีการใช้ภาษาพม่าปะปนกับภาษาไทใหญ่มากขึ้น เมื่อมีการพิมพ์ไบเบิลภาษาไทใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2428 ตัวพิมพ์ของอักษรไทใหญ่มีลักษณะกลมมนคล้ายอักษรพม่ามากขึ้น และมีเครื่องหมายเฉพาะที่ต่างไปจากอักษรไทใหญ่ในคัมภีร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 รัฐบาลของสมาพันธรัฐไทใหญ่ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอักษรไทใหญ่ที่เมืองตองจี และได้ปรับปรุงอักษรไทใหญ่ใหม่เรียกว่าใหม่สูงลิ่กไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2512 สภาไทใหญ่ได้ปรับปรุงตัวอักษรใหม่อีก และใน พ.ศ. 2517 ก็มีการปรับปรุงอักษรไทใหญ่อีกชุดหนึ่งที่เมืองสีป้อ ทำให้มีประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับอักษรไทใหญ่มากและยังหาข้อสรุปไม่ได้


อักษรไทใหญ่กับภาษาบาลี

แต่เดิม ชาวไทใหญ่ใช้ลิ่กยวนเขียนภาษาบาลี ต่อมาพยายามเปลี่ยนมาใช้ลิ่กถั่วงอกและลิ่กตัวมน แต่อักษรไม่พอ ทำให้ไม่มีระบบการเขียนเป็นมาตรฐาน ต่อมาจึงมีการนำอักษรพม่ามาใช้เขียนภาษาบาลี ในปัจจุบัน ได้มีความพยายามที่จะเขียนภาษาบาลีด้วยอักษรไทใหญ่อีกครั้ง มีการจัดประชุมระหว่างพระสงฆ์ไทใหญ่และชาวไทใหญ่หลายครั้งเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2499 ใน พ.ศ. 2500 ที่ประชุมเสนอให้เขียนพระไตรปิฎกด้วยอักษรพม่าแล้วแปลเป็นภาษาไทใหญ่ที่เขียนด้วยอักษรไทใหญ่ แต่พระสงฆ์ไทใหญ่ก็ยังไม่พอใจ ใน พ.ศ. 2518 มีการจัดประชุมพระสงฆ์ไทใหญ่ที่เชียงใหม่ และได้มีการประดิษฐ์อักษรไทใหญ่สำหรับเขียนภาษาบาลี แต่ยังไม่มีระบบใดได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

อักษรไทน้อย
บุญผะเหวด

"บุญผะเหวด" เป็นสำเนียงชาวอีสานที่มาจากคำว่า "บุญพระเวส"หรือ พระเวสสันดร เป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบมา ตามคติความเชื่อของชาวอีสานที่ว่า หากผู้ใดได้ฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรจบทั้ง 13 กัณฑ์ ภายในการเทศน์ครั้งเดียว ภายในวันเดียว จะได้เกิดร่วมชาติภพกับพระศรีอริยเมตไตย โดยบุญผะเหวดนี้จะทำติดต่อกันสามวัน วันแรก เป็นวันเตรียม ในวันแรกนี้ ชาวบ้าน จะช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ ตกแต่งศาลาการเปรียญ วันที่สอง เป็นวันโฮม เป็นวันเฉลิมฉลองพระเวสสันดร ชาวบ้านรวมทั้งพระภิกษุสงฆ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมาร่วมพิธีมี ทั้งการจัดขบวนแห่เครื่องไทยทาน ฟังเทศน์และแห่พระเวส โดยการแห่ผ้าผะเหวด(ผ้าผืนยาวเขียนภาพเล่าเรื่องพระเวสสันดร) ซึ่งสมมติเป็นการแห่พระเวสสันดรเข้าสู่เมือง เมื่อถึงเวลาค่ำจะมีเทศน์เรื่องพระมาลัย ในเรื่องพระมาลัยนี้ จะแสดงให้เห็นถึงที่มาของประเพณีบุญผะเหวด ส่วนวันที่สาม เป็นงานบุญพิธี เป็นวันที่มีเทศน์เวสสันดรชาดก ชาวบ้านจะร่วมกันตักบาตรข้าวพันก้อน พิธีจะมีไปจนค่ำ ชาวบ้านจะแห่แหน ฟ้อนรำตั้งขบวนเรียงราย นำกัณฑ์เทศน์ กัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอน มาถวายพระ พระสงฆ์จะเทศน์เรื่องเวสสันดรชาดกจนจบ และเทศน์อานิสงส์อีกกัณฑ์หนึ่ง จึงเสร็จพิธี


มูลเหตุของพิธีกรรม

จากเรื่องในหนังสือมาลัยหมื่นมาลัยแสนกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และได้พบปะสนทนากับพระศรีอริยเมตไตย ผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เนื้อความตอนหนึ่งว่า....
อักษรไทนใหญ่
“.. ลำดับนั้น สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตยใคร่จักทราบถึงวิธีการทำบุญของเหล่าชาวชมพูทวีป จึงขอให้พระมาลัยวิสัชนา พระมาลัยจึงกล่าวว่า “มนุษย์บางพวกก็ให้ทานรักษาศีล บางพวกก็จัดให้มีพระธรรมเทศนาพร้อมกับป่าวประกาศให้ชาวประชามารับฟัง บ้างก็สร้างวัดวาอารามศาลากุฎี บ้างก็สร้างสถูปเจดีย์แลพระพุทธรูปไว้ในพระศาสนา บ้างก็ถวายเสนาสนะคิลานเภสัชแด่พระภิกษุสงฆ์ บ้างก็มีเจตจำนงถวายภัตตาหารบิณฑบาตตลอดจนสบงจีวรแด่พระภิกษุ บ้างก็เป็นบุตรกตัญญูเลี้ยงดูบำรุงบิดามารดา บ้างก็สร้างพระคัมภีร์ไตรปิฎก สุดแท้แต่กำลังแห่งทรัพย์แลปัญญาของตน มหาบพิตร” เมื่อสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตยได้ทราบถึงวิธีการทำบุญกุศลของชาวชมพูทวีปแล้ว พระองค์จึงถามถึงมโนปนิธานในการทำบุญนั้นว่าหวังผลในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ หรือนิพพานสมบัติ พระมาลัยตอบว่า “ดูกรมหาบพิตร อันมนุษย์ทั้งหลายที่หมายทำบุญกุศลด้วยมิได้หวังผลในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ หรือนิพพานสมบัติแต่อย่างใด กลับมุ่งหมายให้ได้เกิดทันศาสนาของพระองค์ทั้งนั้นเป็นส่วนใหญ่ ที่หมายใจเป็นอย่างอื่นกลับมีน้อยเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อพระศรีอาริยเมตไตยทรงสดับเช่นนั้นก็มีพระดำรัสตรัสฝากพระมาลัยไว้ว่า “ถ้าพวกเขาเหล่านั้นอยากเกิดทันศาสนาของข้าพระองค์ ก็จงอุตส่าห์ฟังธรรมมหาเวสสันดรชาดกให้จบทั้งหมดในวันเดียว แล้วบูชาด้วยธูปเทียน ดอกไม้อย่างละพันฉัตร อันประกอบด้วยดอกบัวหลวง ดอกบัวเขียว ดอกบัวขาว ดอกสามหาวอย่างละพัน ถ้าทำได้ดังนั้นก็จะพบกับศาสนาของข้าพระองค์ ส่วนคนบาปหยาบช้าหนาหนัก เช่นกระทำปิตุฆาต มาตุฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า แลทำสังฆเภทให้หมู่สงฆ์เกิดการแตกแยกแตกความคิดไม่สามัคคี ทำลายพระเจดีย์แลพระพุทธรูป ตลอดจนคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่รู้จักทำบุญให้ทาน ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ดำรงตนอยู่ในความประมาท คนพวกนี้มิได้มีโอกาสพบศาสนาของข้าพระองค์เป็นแน่แท้” เมื่อพระมาลัยได้ฟังดังนั้น ก็กำหนดจดจำไว้ในใจ เพื่อว่าจะได้นำไปเทศนาสั่งสอนชาวประชาทั้งหลายให้ได้ปฏิบัติ…” ด้วยมูลเหตุนี้ ชาวอีสานต้องการจะได้พบพระศรีอริยเมตไตย และเกิดร่วมศาสนาของพระองค์ จึงมีการทำบุญผะเหวด เป็นประจำทุกปี

ประวัติอักษรไทยน้อย

อักษรไทน้อย
ตัวอักษรไทยน้อยมีลักษณะเหมือนอักษรไทยสมัยพระยาลิไทยมาก เท่าที่พบแปลกกันเฉพาะตัว ถ เท่านั้น และเราก็ยอมรับอยู่ว่าอักษรไทยน้อยมิใช่อักษรลาว จึงทำให้ตัวอักษรไทยน้อย จะเข้ามาสู่ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงเวียงจันทน์ได้อย่างไร นักปราชญ์ท่านสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะมาจาก 2 ทางด้วยกัน มาทางตรงคือจากสุโขทัยมาเวียงจันทน์เลย เพราะศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงก็บอกว่า เวียงจันทน์ เวียงคำ ชวา (หลวงพระบาง) เป็นส่วนหนึ่งของสุโขทัย คงจะมีการใช้อักษรราชธานีด้วย โดยเฉพาะสมัยพระเจ้าลิไทย พระองค์เป็นนักการศาสนา และนักอักษรศาสตร์ คงจะส่งสมณฑูตพร้อมกับนิทานคำสอน และตัวอักษรมายังหลวงพระบางเวียงจันทน์ด้วย ดังปรากฏในหนังสือมูลศาสนาว่า พระสุวัณณคีรีได้นำเอาศาสนาไปประดิษฐาน ณ เมืองชวา (หลวงพระบาง) ในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม นี่แสดงว่า มีการติดต่อสัมพันธ์กันทางศาสนามาก่อนแล้ว พอมาถึงสมัยสุโขทัยโดยเฉพาะพระยาลิไทยด้วยแล้ว ยิ่งจะมีการนำอักษรที่พระองค์คิดขึ้นใหม่ แทรกตำราคำสอนเข้าไปด้วย ข้อที่น่าคิดอย่างยิ่งก็คือ จากการค้นคว้าหนังสือที่เป้นธรรมคำสอนชั้นสูงในพระพุทธศาสนาจะจารด้วยอักษรธรรม (มอญ) ถือว่าอักษรที่สูงธรรมจะไม่จารตัวอักษรไทยน้อยเลย แต่นิทานพื้นบ้านและชาดกบางเรื่องที่ไม่ได้ม้วนชาดกว่าในเรื่องนั้น ใครเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระโมคค์ลานะ สารีบุตร พระเจ้าสุทโธธน พระนางสิริมหามายา ราหุล จะจารด้วยอักษรไทยน้อย ซึ่งเป้นอักษรขั้นต่ำกว่านี้น่าจะเป็นการสอดแทรก ชาวลุ่มน้ำโขงตอนกลางจึงเลือกเอาเฉพาะตัวอักษรที่ออกเสียงง่ายๆ และตรงกับเสียงมาใช้ โดยไม่กลัวบาป อักษรธรรมนั้นสูงไป ออกเสียงยาก ใช้เขียนธรรมจะเปลี่ยนก็กลัวบาป จึงทำให้อักษรไทยน้อยได้รับความนิยมจนวิวัฒนาการมาเป็นอักษรประจำชาติลาวปัจจุบัน
อักษรไทนใหญ่

ในการทำสังฆายนาครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ณ ชมพูทวีป เมื่อประมาณ พ.ศ. 300 ได้มีการจารึกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นลายลักษณ์ครั้งแรก อักษรที่ใช้จารึกในครั้งนั้นเรียกว่า อักษรพรหมีและอักษรนี้เป็นแม่บทของอักษรเทวนาคี และอักษรปัลลวะ
นักปราชญ์ทั้งไทยและต่างประเทศยอมรับว่า อักษรปัลลวะ เป็นต้นแบบของอักษรชาติต่างๆ ในแหลมทอง โดยเฉพาะในภาคอีสานมีวรรณกรรมเกี่ยวกับการเดินทางไปสืบเอาพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดียเรื่องหนึ่งคือ "เซตะพน" หรือ "เสถพน" ในเรื่องมีว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทราบข่างง่า วัดพระเชตุพน เมืองสาวัตถีเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะทราบความจริง และจะได้คัมภีร์พระอภิธรรม พระองค์จึงทรงแต่งตั้งราชทูตคณะหนึ่งไปสืบดู ซึ่งคณะราชทูตมี ขุนไท ผู้เป็นหลานของพระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า พร้อมด้วย ขุนพาย ขุนพล ขุนลิงล้ำ เป็นรอง นายกรวิก เป็นองครักษ์ และมีคนโบราณใหญ่สูง 8 ศอก เป็นคนนำทางพร้อมไพร่พล 500 คน เป็นชาย 400 หญิง 100 คน ในการเดินทางครั้งนั้นใช้ช้างและม้าเป็นพาหนะ
คณะราชทูตออกเดินทางประมาณเดือนอ้าย เดินทาง 3 เดือน ถึงเมืองหงสาวดีเข้าเฝ้าเจ้าเมือง และพักอยู่ที่นั่น 3 คืน แล้วเดินทางไปอีก 3 เดือน 14 วัน ถึงปลายแดนเมืองหงสาวดี พบเจดีย์ใหญ่ชื่อพระธาตุชะกุ้ง (ชเวดากอง) พากันบูชาแล้วเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ พบสิงสาราสัตว์ ภูตผีปีศาจ และธรรมชาติต่างๆ มากมายเป็นเวลา 7 ปี จึงถึงแม่น้ำมหิง ไพร่หนุ่มสาวที่เดินทางไปด้วยได้แต่งงานให้กำเนิดเด็กประมาณ 300 คน คณะทูตได้เดินทางไปอีก 1 ปี จึงพบพระฤาษีไตคำ ได้ทราบข่าวเรื่องมาลัยเจดีย์ วัดพระเชตุพน เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่บนเขาเนมินธร ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี คณะเดินทางขึ้นเขาเนมินธร ผู้คนในคณะเป็นโรคท้องตาย 205 คน ที่เหลือจึงเดินทางไปอีก 8 วัน จึงถึงเมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าถวายราชบรรณาการแก่พระมหากษัตริย์เมืองสาวัตถี พักอยู่ที่นั่น 1 คืน รุ่งขึ้นเดินทางไปวัดพระเชตุพน เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชแล้วบูชามาลัยเจดีย์ ได้ทำการวัดเอาสัดส่วนต่างๆ ของเจดีย์เอาไว้
คณะทูตได้ขอพระอภิธรรมปิฎกทั้ง 7 คัมภีร์ สมเด็จพระสังฆราชก็พระราชทานให้ดังประสงค์ ชายที่ไปด้วยในคณะมีความเลื่อมใสขอบวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระเชตุพน 15 คน นอกนั้นพักอยู่ที่นั่น 1 เดือน แล้วได้เดินทางกลับ ขากลับได้ชมหมู่บ้านหิมพานต์ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมาก แล้วเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา การกลับมาในครั้งนั้นได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างดี และพระอภิธรรมที่ได้มาทั้ง 7 คัมภีร์นั้นได้สร้างหอคำบรรจุเอาไว้ ปราชญ์โบราณชาวอีสานได้อ่าน ได้ศึกษาจารึกที่ได้สืบเอามานี้ใช้สั่งสอนอบรมประชาชนสืบมา ชาวอีสานโบราณใช้อักษรประจำถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่นิยมกันมากมี 3 ชนิด คือ อักษรไทยน้อย ใช้ในราชการบ้านเมือง และจารึกวรรณกรรมที่ปราชญ์โบราณอีสานแต่งขึ้นเอง เพื่อสอนคนให้ประกอบแต่คุณงามความดี เจดีย์ชเวดากอง อักษรธรรม ใช้จารึกเรื่องราวที่เป็นจริยวัตรของพระพุทธเจ้าและสรรพวิชาการต่างๆ อักษรขอมใช้จารึกเรื่องราวที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วนๆ เช่น พระไตรปิฎก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รวบรวมหัวเมืองชายแดนที่เป็นประเทศราช ทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เข้าเป็นประเทศสยามอันเดียวกัน และอิทธิพลของอักษรไทยแพร่เข้ามาในหัวเมืองอีสาน เริ่มแรกนั้นอักษรไทยก็ใช้เฉพาะงานในหน้าที่ราชการเท่านั้น ส่วนชาววัดและชาวบ้านทั่วไป ยังคงใช้อักษรพื้นเมือง ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ได้มีการจัดพิมพ์หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาด้วย อักษรไทยปัจจุบันในใบลานสำเร็จ และเผยแพร่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมาการจาร (เขียน) อักษรโบราณอีสาน ทั้งอักษรขอม อักษรธรรม อักษรไทยน้อย ก็ลดความนิยมลงเรื่อยๆ หนังสือเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่ควร เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สรรพวิชาการ มรดกทางปัญญาที่ล้ำค่าของปราชญ์โบราณอีสานต้องสูญเสียไป ณ บัดนี้ ด้วยความร่วมมือของอาจารย์มนตรี โคตรคันทา ผู้สร้างสรรค์เว็บไซต์ "สะออน" แห่งนี้ จะได้นำผลงานการค้นคว้าของข้าพเจ้ามานำเสนอผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้วยมุ่งหวังที่จะให้เป็นแหล่งสืบสานภูมิปัญญา ของหมู่เฮาชาวอีสาน ไว้ให้ลูกหลานได้ค้นคว้าต่อไป

อักษรไทนใหญ่

สื่อ และ วีดีโอ






ภาษาอีสาน น่ารู้

อักษรไทยน้อย เป็นอักษรที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนไทยลุ่มแม่น้ำโขง คือล้านช้างและภาคอีสานของประเทศไทย โดยดินแดนทั้งสองส่วนนี้มีรูปแบบและวิวัฒนาการของอักษรที่ใช้นั้นร่วมกัน ชาวอีสานเชื่อกันว่าอักษรไทยน้อยเป็นอักษรดั้งเดิมของชาวไทยน้อย พิทูร มลิวัลย์ เห็นว่า ดูตามชื่อแล้วอักษรไทยน้อยน่าจะมีความหมายเกี่ยวพันกับชาวไทยน้อยซึ่งคู่กับชาวไทยใหญ่

        อักษรไทยน้อย เป็นอักษรที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนไทยลุ่มแม่น้ำโขง คือล้านช้างและภาคอีสานของประเทศไทย โดยดินแดนทั้งสองส่วนนี้มีรูปแบบและวิวัฒนาการของอักษรที่ใช้นั้นร่วมกัน ชาวอีสานเชื่อกันว่าอักษรไทยน้อยเป็นอักษรดั้งเดิมของชาวไทยน้อย พิทูร มลิวัลย์ เห็นว่า ดูตามชื่อแล้วอักษรไทยน้อยน่าจะมีความหมายเกี่ยวพันกับชาวไทยน้อยซึ่งคู่กับชาวไทยใหญ่

อักษรไทย กับ อักษรไทน้อย

อักษรธรรม

สระไทย กับ สระไทน้อย

อักษรธรรม

 แบบทดสอบภาษาอีสาน


ภาษาไทน้อย อีสาน วันละคำ

ลำดับที่ ภาษาไทน้อย ภาษาอีสาน ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
เกิบ เกิบ รองเท้าแตะ Slippers
เคียด เคียด โกรธ Angry
งานดอง งานดอง งานแต่ง Wedding
ซอกหา ซอกหา ค้นหา Search
หมากหุ่ง หมากหุ่ง มะละกอ Papaya
มูลมัง มูลมัง มรดก Heritage
บักนัด บักนัด สับปะรด Pineapple
หมากมี่ หมากมี่ ขนุน Jackfruit
บักเขียบ บักเขียบ น้อยหน่า Sugar apple
๑๐ บักอึ บักอึ ฟักทอง Pumpkin

 แสดงแบบทดสอบทั้งหมด


ต้นลานที่นำมาทำ หนังสือใบลาน

อีสาน

 ภาษาไทยโบราณที่คุณชอบ


ภาษาอีสาน
ภาษาไทน้อย
ภาษาไทใหญ่
ภาษาธรรม(ขอม)
ภาษาลาว
ทุกภาษา

 เพิ่มแบบทดสอบออนไลน์


อักษรธรรม

ข้อเสนอแนะอาจารย์/ผู้สนใจ


อักษรไทโบราณ
อักษรอีสาน